เจาะลึกไปกับประเภทของจอ TV

                     โลกในปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมสมัยใหม่ที่มีการพัฒนาและเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างล้ำสมัยและมีการเปลี่ยนแปลงจนรับมือไม่ทันเช่นกัน เหมือนในยุคสมัยนี้ที่มีการเลือกซื้อทีวีกันหลายรูปแปป เนื่องจากทีวีหรือโทรทัศน์นั้นได้มีการพัฒนาให้มีความทันยุคทันสมัยมากกว่าเดิมมาก หลายๆคนอาจจะเจอปัญหาในการเลือกซื้อทีวีกันมาก ทีวีมีหลายราคาและหลายขนาดที่แตกต่างกัน เพราะทีวีนั้นได้ถูกคิดค้นและพัฒนาในเรื่องของประเภทจอทีวีให้มีหลายชนิด เนื่องจากทีวีสมัยก่อนนั้นที่มีรูปแบบหนาและเทอะทะ แต่ปัจจุบันถูกทำเป็นจอ LCD ที่ทำให้บางเฉียบลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นจอชนิด LCD TV, LED TV, OLED TV, Plasma TV แต่ยังไม่จบแค่นี้ค่ะ เพราะยังจะมีตัวเลือกที่เกี่ยวกับความละเอียดของทีวีอีกว่าอยากได้ละเอียด 4K หรือ 8K เพราะฉะนั้นเราจะมาอธิบายกันค่ะว่าแต่ละประเภทของจอทีวีนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร

    • LCD TV (Liquid Crystal Display)

   LCD TV นั้นแต่ก่อนจะนิยมทำเป็นจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นจอที่มีความบาง ในเรื่องของระดับการแสดงผลนั้นจะให้แสงสว่างสดใส และยังทำงานร่วมกับ Color Filter ทั้ง 3 สี คือสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว และสีพวกนี้จะแสดงผลออกมาเป็นสีสันต่างๆที่เราเห็นกันในจอภาพ ในส่วนประเภทของจอ LCD TV จะเหมาะแก่การแสดงสีกราฟฟิก เช่น สารคดี การ์ตูน รวมทั้งละคร เพราะด้วย LCD TV ที่สีมีความสดใส จึงเหมาะที่จะเอาไปเป็นหน้าจอมอนิเตอร์ที่ต่อกับตัวคอมพิวเตอร์นั่นเอง

    • LED TV ( Light Emitting Diode)

   โทรทัศน์หรือทีวีที่มีจอแสดงผลชนิด LED ซึ่ง LED TV มีลักษณะเป็นจอแสดงผลที่ได้รับความนิยมนท้องตลาด ซึ่ง LED TV ถูกพัฒนาที่ต่อยอดจาก LCD ซึ่ง LED TV เป็นหลอดไฟขนาดจิ๋ว และมี Liquid Crystal ที่เป็นผลึกแข็งทั้งหมด 3 สี มีสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งจะคอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อที่จะให้แสงจากหลอด LED นั้นได้สามารถส่องลอดผ่านออกมาได้ เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้แสงที่ลอดออกมานั้นเป็นสีต่างๆ ทำให้แสงสว่างมากกว่า LCD และยังกินไฟน้อยกว่า แถมตัวเครื่องนั้นมีความบางกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งทีวีประเภท LED TV จะมีขนาดของจอที่บางกว่าจอ LCD

   • OLED TV (Organic Light-emitting Diode

   OLED TV คือไดโอดเปล่งแสงที่ถูกออกแบบเป็นฟิล์มที่เป็นแผ่นบางๆ และมี Organic Compound ที่จะคอยทำปฎิกิริยาที่คล้ายๆกับอุปกรณ์ส่งแสงแบบ LED ซึ่งข้อดีคือสามารถควบคุมความสว่างของแสงและตำแหน่งได้อย่างแม่นยำมากๆ ซึ่ง OLED เหมือนเอา LCD TV, LED TV และ Plasma TV มารวมไว้ด้วยกัน และในส่วนของประสิทธิภาพของ OLED TV นั้นไม่ต้องใช้พลังงานมากเท่า Plasma TV แต่สามารถให้ความสว่างเทียบเท่า LCD TV และ LED TV และที่สำคัญนั้นสู้แสงความสว่างของ Plasma อย่างมาก ในส่วนของเซลล์สร้างภาพ OLED TV นั้นมีลักษณะเฉพาะตัวคือสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งไฟ่ส่องด้านหลังด้วยซ้ำ ซึ่งจอ OLED  ที่ถูกผลิตจากตัวแสดงผลและตัวกำเนิดออกมาเป็นแผงชุดเดียวกัน และเป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการเปร่งแสงทั้งๆที่ขนาดของจอทีวีนั้นมีขนาดความบางที่บางมาก ไม่เพียงแต่บางเท่านั้น แต่มีความสามารถในการดัดแปลงเพื่อให้รวมเป็นอันเดียวกันกับชิ้นส่วนของการแสดงผลได้อย่างไร้รอยต่อ และเมื่อประกอบออกมาแล้วนั้น จะทำให้เราได้จอที่บางและกินไฟต่ำ

   Plasma TV

  จอแบบ Plasma TV นั้นคือจอที่สามารถกำเนิดแสงได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากการปล่อยแรงดันไฟฟ้าเข้าไปจะทำให้กระตุ้นเม็ดพิกเซล จอแบบ Plasma TV จะมีภาพที่ชัดและคมกว่า LCD รวมถึงการแสดงผลของภาพที่เร็วด้วยเช่นกัน ในส่วนของมุมมองจอภาพนั้นก็จะมีภาพที่กว้างกว่า LCD และสีที่ออกมาจะมีความเป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือเวลาจะดูทีวีในช่วงเวลากลางวันจะดูไม่ค่อยชัดเท่าดูเวลาตอนกลางคืน หรือต้องดูทีวีที่ไม่มีแสงจากข้างนอกมารบกวน และจอแบบ Plasma TV นั้นค่อนข้างที่จะกินไฟ

              เห็นไหมล่ะคะว่ารูปแบบลักษณะจอของทีวีในสมัยนี้นั้นมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกชมและเลือกซื้อกัน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมทีวีถึงมีหลายราคา หลายขนาดที่ทำให้เราสับสนจนไม่รู้จะซื้ออันไหนดี หวังว่าชนิดของจอที่อธิบายไปนั้นจะทำให้คุณตัดสินใจเลือกทีวีที่ถูกใจนะคะ

เทคโนโลยีหน้าจอต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

led 1

เป็นที่รู้กันว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงค์ชีวิตของใครหลาย ๆ คน ซึ่งอุปกรณ์เกือบทุกอย่างที่ได้มาอำนวยความสะดวกให้เราทุกคนนั้นก็จะมีส่วนประกอบสำคัญคือหน้าจอให้เราได้ใช้สั่งงาน หรือรับชมผลการประมวลผลเพื่อจุดประสงค์ที่ต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น led tv เป็นต้น

          ดังนั้นหน้าจอต่าง ๆ จึงถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต ตั้งแต่ยุคสมัยที่เป็นโทรทัศน์เรื่อยมาจนถึงยุคสมาร์ทดีไวท์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างรองรับการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน โดยครั้งนี้เราจะพาทุกท่านไปพบกับเรื่องราวของหน้าจอต่าง ๆ ให้ท่านได้รู้กัน

          1. จอ crt

               จอ crt หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า cathode ray tube monitor เป็นจอที่ใช้กันในทีวีและคอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ ซึ่งหลายคนจะเรียกกันติดปากว่าจอแก้ว ซึ่งมีลักษณะจะเป็นจอใสนูนและมีด้านหลังเหลี่ยมเป็นตู้ทึบ โดยการรับสัญญาณหลักนั้นจะมาในรูปแบบอนาล็อกเริ่มต้นจากจะมีเครื่องยิงลำแสงอิเล็กตรอนไปยังสารฟอสฟอรัสที่ฉาบอยู่บนหน้าจอทำให้เกิดแสงขึ้นมา ซึ่งด้วยความที่มีน้ำหนักมากและเป็นเทคโนโลยียุคเก่าจึงมีขายในปัจจุบันน้อยมาก

          2. จอ lcd

               เมื่อจอ crt มีข้อจำกัดในเรื่องของน้ำหนักที่มากและมีกระบวนการผลิตภาพที่ค่อนข้างซับซ้อน นักพัฒนาจึงได้คิดค้นเทคโนโลยีที่ชื่อว่า lcd ขึ้นมา ซึ่งใช้หลอดไฟ ccfl ที่มีขนาดคล้ายหลอดดูดน้ำหลาย ๆ อันเป็นที่กำเนิดแสง ผ่าน liquid crystal สี น้ำเงิน เขียว    แดง เคลื่อนย้ายองศาบิดไปมาเพื่อให้ได้สีที่แตกต่างกัน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้ทั้งจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงจอของเครื่องเล่นเกมพกพาต่าง ๆ หรือว่าสมาร์ทโฟน เพราะว่ามีขนาดบาง ให้ภาพที่สวยสดและมีต้นทุนไม่แพงมากอีกด้วย ซึ่งเรายังเห็นจอประเภทนี้ในตลาดจนถึงปัจจุบัน

          3. จอ plasma

               จอชนิดนี้สามารถกำเนิดแสงได้เองด้วยแรงดันไฟฟ้าถือว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ชื่นชอบการดูภาพยนตร์ เพราะมีสีสันที่สบายตา เป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวเร็ว ๆ บนจอนั้นสามารถทำได้เป็นอย่างดี และให้ภาพสีดำที่ดำสนิทอีกด้วย แต่ข้อเสียของจอชนิดนี้ก็คือตัวจอจะสะท้อนแสงไฟ ทำให้เห็นภาพไม่ชัดบางมุมมอง และเทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถที่จะมาใส่ในอุปกรณ์ขนาดเล็กได้ เพราะค่อนข้างมีน้ำหนักและกินไฟ จึงหยุดสายการผลิตไป ซึ่งคนดูทีวีก็หันมาใช้ led tv แทน

          4. จอ led

               หลังจากจอ lcd เป็นที่นิยมอยากมากในตลาด ก็ได้มีอีกหนึ่งตัวเลือกเกิดขึ้นมานั่นก็คือ จอ led หรือ light emitting diode นั่นเอง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นรุ่นต่อมาของ lcd ก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งต้นกำเนิดของภาพนั้นเกิดขึ้นมาจากหลอดไฟดวงเล็ก ๆ 3 สี นั่นคือ น้ำเงิน เขียว แดง แต่ว่าให้สีสันและความสว่างได้เป็นอย่างมาก และด้วยขนาดขอหลอดไฟที่เล็กลงทำให้ขนาดความหนาของตัวอุปกรณ์นั้นบางลงกว่าเก่าด้วย และที่สำคัญกินพลังงานน้อยกว่า lcd จึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่ง lcd tv นั้นถือว่าเป็นสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายคนต้องมีติดบ้านเช่นเดียวกับจอคอมพิวเตอร์ ที่ใช้เป็นแบบ led เป็นหลัก

          มาถึงตรงนี้หลายคนคงทราบถึงประเภทของจอต่าง ๆ ไปแล้ว แต่ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบันไม่ได้หยุดแค่นั้นยังมีที่คุ้นหูกันอีกอย่างเช่น

               – hd เป็นความละเอียดของพิกเซลที่มีตัวเลขอยู่ที่ 720 ถือว่าเป็นความคมชัดเริ่มต้นของคนที่จะซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ในสมัยนี้

          – full hd นี่คือเทคโนโลยีความคมชัดพื้นฐานที่เห็นได้ใน led tv ทั่วไป โดยจะมีความละอียดของพิกเซลอยู่ที่ 1080 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในวงการ

          – 4K เทคโนโลยีนี้อยู่ใน led tv รุ่นใหม่ ๆ และกำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ โดยจะมีความละเอียดมากกว่า full hd ถึง 4 เท่า และในปัจจุบันนั้นมีราคาไม่แพง มีหลายแบรนด์เข็นรุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด

          และนี่คือทั้งหมดของเทคโนโลยีหน้าจอต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่เรานำมาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบกัน จะเห็นว่าสิ่งที่เราคุ้นตากันตลอดนั้นมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจมากมายเลยนะครับ

การทำงานสุดล้ำของ Smart TV

                              ยุคสมัยนี้ใครๆต่างก็ต้องมีสมาร์ททีวีคนละเครื่องสองเครื่องที่ตั้งไว้อยู่ที่บ้านกันทั้งนั้น เนื่องจากความสามารถที่แสนฉลาดของเทคโนโลยีสมาร์ททีวีและกระแสที่มาแรงอย่างต่อเนื่อว เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้วสมาร์ททีวีนั้นมีลูกเล่นที่แตกต่างจากทีวีทั่วไปอย่างไรบ้าง เดี๊ยวเราจะมาอธิบายจุดเด่นชัดๆของสมาร์ททีวีกัน ทุกคนจะได้รู้ว่าอะไรที่ทำให้คนหันมาใช้สมาร์ททีวีมากกว่าทีวีปกติ

                              ในสมัยอดีตนั้นทุกบ้านจะต้องมีทีวีที่เป็นจุดศูนย์กลางความบันเทิงของครอบครัว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นก็มากขึ้น จึงมีหลายอย่างที่น่าสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันมีนวัตกกรรมที่มีการพัฒนาการของทีวีทั่วโลก เพราะสมาร์ททีวีเป็นทีวีที่มีความสามารถที่จะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Web Browsers และทำให้เราท่องโลกออนไลน์ได้อย่างที่ใจต้องการ ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าสมาร์ททีวีนั้นทำงานอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆนะคะ สมาร์ททีวีคือทีวีประเภทที่มีระบบปฎิบัติการในตัว ทำหน้าที่คล้ายๆคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือจะเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถทำอะไรได้ สมาร์ททีวีก็ทำได้หมดเช่นกัน ไม่ว่าจะคุณจะฟังเพลงใน YouTube ดูหนังใน Netflix ดูหนังออนไลน์ตามเว็บไซต์ต่างๆ ดูรายการย้อนหลัง ดูรายการกีฬาที่กำลังถ่ายทอดสด ดูรายการทีวีที่ไม่ได้มีในเครื่องทีวีทั่วๆไป หรือจะเล่น Facebook ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งวิวัฒนาการของทีวีที่มีความทันสมัยนั้นส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในเรื่องของการชม Content ข่าวสารผ่านหน้าจอ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดการแบ่งประเภทการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างการใช้ชีวิตแบบอยู่ในบ้านกับการใช้ชีวิตแบบอยู่นอกบ้านอย่างเห็นได้ชัด

                              ปกติแล้วเวลาที่คุณอยู่นอกบ้าน คุณจะใช้สมาร์ทโฟนในการเล่น Applications ต่างๆ ไม่ว่าจะใน YouTube เล่น Facebook หรือเข้า Pantip เพื่อไปอ่านกระทู้โปรดที่คุณสนใจ แต่เมื่อเวลาคุณกลับเข้ามาอยู่ในบ้าน คุณสามารถเปิด Applications ต่างๆที่คุณสนใจได้เหมือนกับตอนที่คุณเปิดในสมาร์ทโฟน เพียงแค่คุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับสมาร์ททีวี ที่หลักๆจะมีวิธี  3 ช่องทาง คือ

1. สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบ Wi-Fi ด้วย Adapter USB หรือเรียกง่ายๆคือการเสียบพอร์ต USB ที่มีการเชื่อมต่อออนไลน์ผ่านโมเด็ม

2. สามารถเชื่อมต่อผ่านสายแลน หรือเหมือนที่เราเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ PC ทั่วๆไป

3. สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบ Wi-Fi Built in ที่มาในตัวเครื่อง ลักษณะคล้ายๆกับการเชื่อมต่อ Wi-Fi กับสมาร์ทโฟน

                              เมื่อเรามีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนเข้ากับสมาร์ททีวีได้แล้ว ทีนี้มันก็เป็นเรื่องง่ายแล้วที่เราจะสามารถแชร์ไฟล์ต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์รูปภาพหรือไฟล์วีดีโอ และอื่นๆจากโทรศัพท์มือถือคู่ใจของเราไปสู่สมาร์ททีวีได้อย่างสะดวกสบาย หรือถ้าคุณอยากจะเล่นเกมส์ในสมาร์ทโฟนและอยากเห็นภาพที่ใหญ่เต็มตาและมีความชัดเจน คุณสามารถเล่นเกมส์ผ่านการเชื่อมต่อที่บอกไว้ก่อนหน้านี้เลยค่ะ โดยเชื่อมให้ภาพของโทรศัพท์มือถือของเราขึ้นบนหน้าจอทีวีได้ รวมไปถึง Applications ต่างๆที่ทำวิธีแบบเดียวเช่นกัน

ถ้าเป็นยุคสมัยก่อนนั้น ทีวีทั่วไปก็มีทางเลือกไม่มากนัก เห็นจะมีแค่ทางเลือกแค่รีโมทเองเท่านั้น แต่สมาร์ททีวีนั้นเราสามารถเลือกช่องทางได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เสริมอย่างเมาส์ หรือคีย์บอร์ดที่มาพร้อมรีโมท เพียงแค่คุณเชื่อมต่อ USB หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนด้วยการ Download Applications  

                              การที่มีสมาร์ททีวีเกิดขึ้นนั้นทำให้คนหันมาซื้อทีวีกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ตลาดทีวีในประเทศไทยเติบโตขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาคนไทยยังใช้ทีวี CRT TV หรือเรียกง่ายๆว่าทีวีจอตู้ ซึ่งระยะการใช้งานก็มีความนานเหมือนกัน ซึ่งรอบการที่จะเปลี่ยนทีวีในแต่ละครั้งโดยเฉลี่ยนั้นใช้เวลา 7 ปี ซึ่งในส่วนของต่างประเทศที่มีรอบการเปลี่ยนทีวีแค่ 5 ปีเท่านั้น ซึ่งทีวีนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มอบความบันเทิงที่เก่าแก่มากที่สุดเลยก็ว่าได้ และนวัตกรรมที่ทีวีสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จึงเป็นที่ยอมรับได้เลยว่านี่คือสิ่งที่เอามาประยุกต์ให้เข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้า เราต้องยอมรับจริงๆว่าการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อที่จะให้เข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลย

4 ลำโพงสุดล้ำ ฟังง่ายแค่เปิดใจ

การเลือกลำโพงนั้นเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงลักษณะการใช้งาน ฟังก์ชั่นของลำโพงนั้นควรขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสมของเรา ดังนั้นเราควรเลือกอุปกรณ์โดยนึกถึงเรื่องของความเหมาะสมเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ตัวอย่าง ถ้าชอบท่องเที่ยว Outdoor หรือผจญภัยก็ควรเลอกฟังก์ชันกันน้ำกันฝุ่นที่มี IP55 ขึ้นไป ซึ่งจะช่วยป้องกันได้ในระดับนึง ซึ่งสินค้าที่มีฟังก์ชันกันน้ำอย่างเดียวจะมีตัวอักษร “IPX(ตัวเลข)” เช่น IPX5 ส่วนฟังก์ชันกันฝุ่นอย่างเดียวจะแสดงด้วยตัวอักษร “IP(ตัวเลข)X” เช่น IP5X ถ้าสามารถกันได้ทั้งน้ำและฝุ่นก็จะเขียนว่า “IP (ตัวเลข)(ตัวเลข)” เช่น IPX55 กรณีต้องการกันน้ำกันฝยแบบเล็กน้อย พรำๆ ใช้แค่ IPX4 ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องเปียกน้ำแบบจริงจังสมควรใช้ระดับ IPX5 ขึ้นไป รวมถึงการไปท่องเที่ยวทะเล ฟังเพลงตามสถานที่ติดริมน้ำต่างๆ ก็ควรใช้แบบ IPX5 เป็นต้นไปเช่นกัน และที่สำคัญวัสดุควรมีความทนทาน รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็ควรมีความทนถึกเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วถ้าเป็นลำโพงแบบพกพาความทนทานของแบตควรอยู่ที่ 7-8 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังต้องเช็คในเรื่องของการเชื่อมต่อ อาทิ บูลทูธ การเชื่อมต่อ การรองรับอุปกรณ์ และอีกมากมาย ในปัจจุบันลำโพงไร้สาย หรือลำโพง Bluetooth มีฟังก์ชันให้เลือกมากมายตั วอย่างเช่น ฟังก์ชัน NFC ช่วยให้การจับคู่ (Pairing) กับอุปกรณ์ต่างๆ สะดวกมากขึ้น ฟังก์ชันกันกระแทก ช่วยให้รักษาลำโพงเวลาทำตก หรือฟังก์ชันปรับเสียงเพื่อเสียงที่เหมาะสม ฟังก์ชันตัดเสียงรอบข้าง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกลำโพงที่มีครบทุกฟังก์ชัน ให้เลือกตามความเหมาะสมกับวิธีการใช้ของเราก็พอ ซึ่งในวันนี้เราอยากจะมาแนะนำลำโพงชั้นนำ ที่น่าสนใจ เช่น ลำโพง Jbl ลำโพง sony ลำโพง bose ฯลฯ

มาเริ่มกันที่รุ่นแรกเลยแล้วกัน ไม่ใช่แบรนด์อื่นไกล เป็นลำโพง Jbl มากันในรุ่น Clip 2 ในรุ่นนี้มีคอนเซปที่ว่า ท้าฝน ท้าลม ท้าฝุ่น คู่หูคู่เที่ยว รุ่นนี้จะเอาใจสาวกที่ชอบลำโพงขนาดเล็กและพกพาสะดวก ชอบพกพาไปในทุกๆ ที่ ที่เดินทาง จุดเด่นของรุ่นนี้คือมีที่ห้อยและขนาดที่เหมาะแก่การพกพามากๆ เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนในการเดินทางอย่างแท้จริง ในส่วนของระบบป้องกันฝุ่น ป้องกันน้ำ และป้องกันสภาพแวดล้อมต่างๆ จะอยู่ในระดับ IPX7 และแน่นอนว่าความทนทานของแบตนั้นสามารถใช้ได้ถึง ได้ 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว เรื่องพลังเสียงมีขนาดกำลัง Output ที่ 3W และคุณภาพเสียงในระดับที่คุ้มค่ากับราคา นอกจากการเชื่อมต่อบลูทูธแล้วก็ยังมีช่องเชื่อมต่อ AUX มาให้อีกด้วย

ในรุ่นต่อมาเป็นลำโพง JBL Flip 4 ความโดดเด่นไม่เป็นรองใคร ประสิทธิภาพของพลังเสียงนับได้ว่าเหนือกว่าในลำโพงหลายๆ ตัว ลำโพง JBL รุ่นนี้จะอยู่ในช่วงของราคาระดับกลางๆ ที่ใครๆก็สามารถเอื้อมถึงได้ ในขณะที่คุณภาพนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังของเสียง ให้เสียงที่ดัง ใสกังวานและไพเราะ เหมาะมากกับการเพิ่มสีสันบรรยากาศการปาร์ตี้แบบส่วนตัว หรือ ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แบบ Outdoor ในส่วนของแบตเตอรี่ อยู่ได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมงให้คุณสนุกจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว พร้อมทั้งยังกันน้ำได้ถึงระดับ IPX7 สามารถลงน้ำได้ นอกจากนั้นก็มีฟังก์ชันเสริม ไม่ว่าจะเป็นช่องเชื่อมต่อ AUX , USB การสนทนาโทรศัพท์ที่ชัดเจนตัดเสียงรบกวนได้ดี และฟังก์ชัน JBL Connect+ ที่ทำให้ JBL Flip 4 สามารถเล่นเพลงได้พร้อมกันถึง 100 ตัว

ในขณะเดียว ยังอีกหนึ่งลำโพงที่อยู่ในช่วงราคาใกล้ๆ กัน อย่าง Harman Kardon Onyx Mini ไม่ต้องถามถึงพลังเสียง แน่นอนว่าคุณภาพมาเต็ม การันตีด้วยชื่อแบรนด์อยู่สำหรับแบรนด์ ที่ได้ยอมรับกันอย่างทั่วโลกอยู่แล้วว่า เรื่องของเสียงแน่น ประสิทธิภาพดี Harman Kardon ในรุ่นนี้ถูกพัฒนามาจากรุ่นก่อนหน้าที่ที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่รุ่นนี้มีขนาดที่เหมาะแก่การพกพามากกว่า และเคลื่อนย้ายได้ง่ายมากกว่า คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมพร้อมฟังก์ชันที่ให้มาครบทั้งระบบ Wireless dual sound  มีเสริมในส่วนของไมโครโฟนที่สามารถให้คุณรับสายโทรศัพท์ได้ทันที ด้านการเชื่อมต่อของอุปกรณ์นั้น สามารถใช้ได้พร้อมกัน 3 เครื่อง ความทนทานและอึดของแบตเตอร์รี่จะอยู่ที่ 10 ชั่วโมง เอาไว้ประดับบ้านก็ดูน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

และรุ่นสุดท้ายที่อยากแนะนำจะมีราคาที่ถูกที่สุด แต่พูดได้เลยว่าฟังก์ชันคุ้มเกินราคา นั้นก็คือ SONY SRS-XB10 เสียงอาจจะไม่แน่น แต่เป็นเสียงที่ฟังง่าย ฟังสบาย และยังมีฟังก์ชันที่ไม่แพ้รุ่นอื่นอย่างฟังก์ชัน NFC ระบบกันน้ำ IPX5 และระบบเสียง Extra Bass รับประกันเลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาที่จะจับจองเป็นเจ้าของ

Huawei p20 Series เทคโนโลยีแห่งอนาคต

เปิดตัวกันไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการเลยทีเดียวสำหรับหัวเว่ย แบรนด์ดังจากเมืองจีนที่จะทำให้คุณขนลุก เพราะกลับมาครั้งนี้ไม่ได้กลับมาแบบมือเปล่า กลับมาพร้อมกับการได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นเรืองธงอย่าง Huawei p20 และ Huawei p20 Pro ซึ่งทุกคนต่างเฝ้ารอคอย ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ ทำการเปิดตัวที่ประเทศฝรั่งเศส นครปารีส ที่ Grand Palais, Exhibition Hall and Museum Complex ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในโลกเลยก็ว่าได้ที่มาพร้อมกับกล้อง 3 ตัว เพราะได้รับการร่วมมือในการช่วยกันพัฒนากับบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องกล้องอย่าง Leica อีกทั้งยังมีนวัตกรรมอย่าง AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำนำสมัยกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมา ซึ่งการรวมกันของดีไซน์ เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ นี้เองที่จะมาช่วยยกระดับประสบการณ์ในการสัมผัสสมาร์ทโฟนไปอีกขั้น

ต้องบอกก่อนว่าหัวเว่ยนั้นได้รับชื่อเสียงอันโด่งดังมาจากการเปิดตัวในรุ่น P9 ที่ทำให้คุณลืมการถ่ายรูปแบบเดิมๆ ไปเลยเพราะการพัฒนากับบริษัทเจ้าเดิมอย่าง Leica ทำให้ P9 เป็นที่ถูกพูดเพราะมีกล้องถึงสองตัว และในวันนี้เอง Huawei p20 และ Huawei p20 pro ที่มาพร้อมกับประสบการณ์ด้านกล้องสุดล้ำ มาตราฐานใหม่แห่งวงการสมาร์ทโฟน

Huawei p20 Series เทคโนโลยีแห่งอนาคต เทคโนโลยีที่เป็นตัวชูโรงเลยคือ กล้องที่มาด้วยกันถึง 3 ตัว ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับแสง ให้ภาพสวย คมชัดเจนทุกรายละเอียด และระบบ Hybrid Zoom 5 เท่า ใน Huawei p20 Pro และกล้องคู่จาก Leica ใน HUAWEI P20 ที่พัฒนาใหม่หมดจด ต้องลองด้วยตัวเอง จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ แล้ว

รวไปถึง ยังมีความกว้างรูรับแสงอยู่ที่ f/1.8 1.6 และ 2.4 แถมด้วยเซนเซอร์รับแสงแบบอาร์จีบี (RGB Sensor) ขนาด 40 ล้านพิกเซล เซนเซอร์รับแสงสีขาวดำ (Monochrome Sensor) ขนาด 20 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์รับแสงสำหรับการถ่ายภาพจากระยะไกลขนาด 8 ล้านพิกเซล (Telephoto Lens) ไม่เท่านั้น ยังรองรับบระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 6 แกน (Six Axis) และการถ่ายวิดีโอในโหมด Slow Motion ที่ 960 เฟรมต่อวินาที ช่วยบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดเข้าถึงทุกอณู ทั้งยังมีระบบการประมวลผลภาพและการสร้างโทนสีและอุณหภูมิของภาพถ่ายในเฉดสีเอกลักษณ์ของ Leica ช่วยให้ถ่ายภาพได้สวยงามถึงขีดสุด อีกทั้ง เทคโนโลยีสำหรับการถ่ายภาพ Master AI เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับการถ่ายภาพแบบมืออาชีพโดยเฉพาะเลย และ Huawei AIS (AI Image Stabilization) เทคโนโสยีป้องกันภาพสั่นไหวที่ควบคุมโดย AI เหนือความคาดหมายไปแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนสักเครื่องนึง รวมไปถึงดีไซน์และรูปแบบอันทันสมัย ขอบจอบางลง แต่คุณภาพคับแน่น สีสันสะดุดตาต้องหยุดมองเพราะมีการไล่เฉดสีในมุมที่ไม่เหมือนใคร

ทั้งนี้ ยังมีประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าอย่างหน่วยประมวลผล Kirin 970 และหน่วยประมวลผลพิเศษ (NPU) ที่มาพร้อมกับ EMUI 8.1 และระบบปฏิบัติการ Android 8.1 เพื่อการใช้งานที่ไม่มีสะดุด ยกระดับไปอีกขั้น

ด้านการดีไซน์ที่ได้เกริ่นไปในข้างต้นจะเป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ที่ลงตัวอย่างงดงามและล้ำสมัย โดยทั้ง Huawei p20 และ Huawei p20 pro เปิดตัวมาในสี Twilight และ Pink Gold ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากการเคลือบ NVMC* ซ้อนทับกันหลายชั้นใต้ฝาหลังที่ผลิตจากแก้ว ซึ่งจะหักเหแสงที่มาตกกระทบ ทำให้ได้เฉดสีที่เปลี่ยนไปมายามต้องแสง อีกทั้งสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นยังวางจำหน่ายในสี Black และ Midnight Blue อีกด้วย P20 มาในขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้ว ในขณะที่ P20 pro มากับหน้าจอ 6.1 นิ้ว ขอบหน้าจอบางลง แต่อัตราส่วนขยายขึ้น เพื่อให้คุณได้มองหน้าจอที่ชัดขึ้น เก็บรายละเอียดได้มากกว่าที่เคยๆ มา สัมผัสการเล่นเกมแบบ Full HD ลงตัวไปหมดกับหน้าจอจากหัวเว่ย ความโค้งมนที่ไร้ที่ติ จับง่ายไม่หลุดมือ

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยได้กล่าวไว้ว่า แรงบันดาลในการสร้างสรรสมาร์ทโฟนรุ่นคือ แสงและเทคโนโลยี ด้านของแสงคือนำมาเพื่อสะท้อนความงาม ด้วยการยกระดับการถ่ายภาพให้คมชัดมากขึ้น สีสันสดใสสวยงามไร้ที่ติ เรียกได้ว่าเป็นตัวจริงด้านการถ่ายภาพ

            นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาด้านการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อการเชื่อมต่อที่ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น และด้วยการการวิจัยและพัฒนาร่วมกับ Google ทำให้ HUAWEI P20 Series รองรับ Google ARCore สนับสนุนการทำงานของ AI ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ทั้งหมดที่กล่าวเป็นเพียงแค่ข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้น ต้องไปทดสอบ ทดลองด้วยตัวเอง แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าที่เคยผ่านมา

เทคโนโลยีกับกีฬา

               กีฬาเป็นกิจกรรมที่นิยมในหมู่มวลมนุษย์ชาติมาอย่างยาวนาน ก่อนที่เราจะมีสมาร์ทโฟนอย่าง huawei p20 ใช้กันเป็นร้อยเป็นพันปี โดยมนุษย์ผูกพันกับกิจกรรมนี้ทั้งการเล่นเองหรือการชมผู้อื่นเล่น โดยกีฬาแบ่งออกเป็นประเภทและกฎกติกามากมายหลากหลายส่วนมากจะมาในรูปแบบการแข่งขัน ซึ่งในอดีตกีฬาอาจจะเป็นไปในรูปแบบการออกกำลังกายหรือเพื่อความสนุกสนานแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปกีฬาก็กลายเป็นสิ่งที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

          เราได้มีการแข่งขันกีฬาระดับโลกเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิคเกมส์ที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อมใจกันส่งนักกีฬาเข้ามาแข่งขันในกีฬาที่หลากหลาย รวมทั้งฟุตบอลโลกที่ไม่ใช่เพียง หรือ ลีกกีฬาสุดยิ่งใหญ่ประเภทต่าง ๆ กระจายไปทั่วทุกมุมโลก

          จนเมื่อเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ในเกือบทุกด้านการแข่งขันกีฬาก็ได้ผสมผสานความล้ำหน้าของเทคโนโลยีเข้ามาเช่นเดียวกัน ทั้งด้านการพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ตอบสนองผู้เล่นได้อย่างดีที่สุด การถ่ายทอดผ่านสื่อต่าง ๆ ให้ได้อรรถรสต่อผู้ชม ไปจนถึงการตัดสินที่เที่ยงธรรมไร้ของกังขา

          โดยครั้งนี้เราได้รวบรวมเทคโนโลยีที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการแข่งขันกีฬาให้ก้าวไปข้างหน้ามาไว้ให้ได้ดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

          1. เทคโนโลยี Goal-Line

               กีฬาฟุตบอลเป็นที่นิยมของคนทั่วโลกซึ่งหัวใจสำคัญของการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ก็ต้องเป็นการยิงประตูเข้าฝ่ายตรงข้ามโดยในอดีตใช้สายตาของผู้ตัดสินในสนามและผู้กำกับเส้นเป็นคนตัดสินว่าลูกฟุตบอลได้ข้ามเส้นและได้ประตูหรือเปล่า ซึ่งธรรมดาว่าคงไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เทคโนโลยี Goal-Line ก็ได้เข้ามามีบทบาทกับหน้าที่นี้ โดยการทำงานจะเป็นรูปแบบเซ็นเซอร์ เมื่อลูกฟุตบอลข้ามเส้นไปเต็มใบแล้วก็จะส่งสัญญาณเตือนมาที่สายรัดข้อมือผู้ตัดสิน ทั้งยังมีภาพกราฟิกที่คมชัดเหมือนภาพถ่ายจาก huawei p20 ให้ดูอีกด้วยว่าคำตัดสินตรงกันหรือไม่

          เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการยอมรับจากทัวร์นาเมนต์การแข่งฟุตบอลทั่วโลก รวมไปถึงลีคชั้นนำต่าง ๆ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากและถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของการตัดสินเลยทีเดียว

          2. ลูกฟุตบอล

          สิ่งที่ขาดไม่ได้จริง ๆ สำหรับการแข่งขันฟุตบอลก็คือลูกฟุตบอลนั่นเอง หลายคนอาจจะงงว่าแล้วเทคโนโลยีประเภทไหนที่สามารถไปบรรจุอยู่ในลูกฟุตบอลได้ อันที่จริงแล้วในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ได้มีการใช้ลูกบอลที่มีชิพ NFC ไว้ภายใน สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Smartphone ได้เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในสนามทั้งพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของลูกฟุตบอลตลอดจนความแรงที่นักเตะใช้ยิงในการทำประตู

          3. ชุดว่ายน้ำป้องกันแรงเสียดสี

          กีฬาว่ายน้ำสามารถนำมาเป็นออกกำลังกายส่วนตัวของแต่ละคนได้รวมถึงนำมาเป็นการแข่งขันกีฬาที่เร้าใจได้อีกด้วย ถ้ามองในด้านจริงจัง ชุดว่ายน้ำถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ นอกจากแว่นตากันน้ำที่สามารถมองเห็นได้ชัดเหมือนผ่านเลนส์กล้องของ huawei p20 แล้ว นักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ผลิตชุดว่ายน้ำที่ชื่อว่า Fast Skin ออกมาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน เพื่อที่จะช่วยให้ตัวนักกีฬาได้มีความคล่องตัวและลดแรงเสียดทานจากน้ำ ดังนั้นจึงปลดปล่อยศักยภาพได้มากยิ่งขึ้น

               4. รองเท้าวิ่ง

          นอกจากมีการพัฒนารองเท้าวิ่งให้เบาลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนที่แล้ว ตอนนี้ยังได้มีการใส่ความสามารถต่าง ๆ เข้าไปในรองเท้าเพิ่มเติมทั้งการทำให้เชื่อมต่อ Smartphone อย่าง huawei p20 เพื่อดูระยะเวลาการวิ่ง แรงกระแทก เพื่อนำมาวิเคราะห์และรายงานผลให้ผู้ใช้พร้อมแนะนำการวิ่งที่เหมาะสมอีกด้วย

          นอกจากนี้ยังสามารถใช้แอพพลิเคชั่นเข้าชุมชนออนไลน์พิเศษที่มีไว้ให้นักวิ่งที่ใช้รองเท้าแบรนด์เดียวกันโดยเฉพาะเพื่อพบปะหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลในการวิ่งได้

          5. Big Data

               ปัจจบันข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้อยู่ในรูปแบบของ Big Data หรือฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยวงการกีฬาก็เช่นกันซึ่งมีประโยชน์กับโค้ชและเหล่านักกีฬาเป็นอย่างมาก โดยผู้เกี่ยวข้องทุกคนสามารถดึงข้อมูลมาจาก ‘STATS’ SportVU’ Big Data ที่รวบรวมข้อมูลจากการแข่งขันกีฬาทั่วโลกเช่น เทคนิคการทำคะแนนของผู้เล่น การเคลื่อนไหวรูปแบบต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว โดยการโหลดข้อมูลเพื่อมาศึกษานั้นก็รวดเร็วทันใจมาก

          และนี่คือเรื่องราวส่วนเล็ก ๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีกับวงการกีฬา โปรดอย่าลืมว่ากีฬาและการออกกำลังกายคือสิ่งสำคัญนะครับ

AI นวัตกรรมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

          เทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งไม่เคยเดินถอยหลังเลย เมื่อร้อยปีก่อนเผ่าพันธ์ของเราอาจจะตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐที่เรียกว่าลำโพง แต่ความสร้างสรรค์และความต้องการของมนุษย์ก็มีอย่างต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด จนเกิดขึ้นเป็นความล้ำหน้าต่าง ๆ มากมาย

          เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนคงเคยดูภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่นำเสนอเรื่องราวของปัญญาประดิษฐหรือเราเรียก AI แน่ ๆ โดยมักจะมาในรูปแบบหุ่นยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถตอบโต้กับผู้ใช้งานได้ โดยเมื่อหลายสิบปีก่อนคนอาจจะบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องแฟนตาซีที่มีไว้ตอบสนองความฝันในวัยเด็กแต่ใครจะเชื่อว่าวินาทีนี้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงแล้ว

               AI เป็นคำย่อมาจาก Artificial Intelligence หรือเข้าใจในรูปแบบง่าย ๆ คือโปรแกรมที่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และปรับตัว จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ได้ และยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถโต้ตอบ อธิบาย และแนะนำในสิ่งที่มนุษย์ต้องการรับรู้ได้ในแบบที่แม่นยำและถูกต้อง เปรียบได้เสมือนสมองและหัวใจประดิษฐในหนังไซไฟ    เทคโนโลยี AI นั้นได้มีการวางแผนโครงการขึ้นมาในปี 1950 เพราะว่านักวิทยาศาตร์อยากรู้ว่าคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้หรือเปล่า ซึ่งจากที่เคยอยู่ในห้องการทดลองของนักวิทยาศาตร์ ความรู้ในด้านนี้ก็ได้ออกมาสู่นักศึกษาและผู้สนใจเฉพาะทาง จนมาถึงผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งในปัจจุบัน AI นั้นมีบทบาทสำคัญในโลกของเราเป็นอย่างมาก

          โดย AI สามารถไปอยู่ในสิ่งที่ใกล้ตัวเราสุด ๆ มากมายดังนี้

          1. Smartphone หรือ Tablet

               แน่นอนว่าประชากรบนโลกมากมายมหาศาลต้องได้เป็นเจ้าของ Smartphone หรือ Tablet กันแน่ ๆ ซึ่ง AI ก็เข้าไปมีบทบาทบนอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยในรูปแบบ Assistant อย่างเช่น iPhone ก็จะมีผู้ช่วยประจำตัวอย่าง Siri ที่คอยตอบโต้กับผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ ของผู้ใช้อย่างครอบคลุม สามารถจำเวลานัดหรือรายงานสภาพอากาศได้แบบ Real Time ในคำถามที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นรูปแบบ

          ทางฝั่ง Android ก็มี Google Assistant ที่ทำงานในรูปแบบเดียวกันเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดเด่นที่มีการโต้ตอบที่ลื่นไหลเหมือนคนจริง ๆ มาก ๆ ถึงขนาดเล่นมุกตลกหรือร้องเพลงให้ผู้ใช้ฟังได้เลยทีเดียว โดยทั้ง Siri และ Google Assistant สามารถเรียนรู้และพยายามตอบสนองความสนใจและความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้ และทำได้ดีในระดับหนึ่งทั้ง ๆ ที่พัฒนามาได้ไม่นานซึ่งทำให้น่าจับตามองว่า AI บน Smartphone หรือ Tablet นั้นจะสามารถก้าวหน้าได้ถึงระดับไหน

          2. ลำโพง

          เมื่อก่อนลำโพงอาจจะแค่มีไว้ฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ แต่ข้อดีที่สุดของอุปกรณ์นี้คือการขยายเสียงให้ผู้ที่อยู่ไกล ๆ ได้ยินได้ทั่วถึง จึงทำให้สามารถรวมร่างกับ AI ได้เป็นอย่างดี โดยลำโพงรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่ใจของคุณในบ้าน สามารถรับคำสั่งให้เปิดเพลงที่เราถูกใจ พยากรณ์อากาศในรอบสัปดาห์ รายงานผลกีฬาคู่สำคัญ หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อ Smartphone เพื่อต่อสายคุยแบบปากเปล่าได้ เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Smart Home ซึ่งกำลังถูกพูดถึงอยู่ทุกวันนี้เลย

          3. ระบบตอบรับอัตโนมัติ

          ถ้าเราโทรเข้าไปยังบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ เรามีกจะได้ยินเสียงระบบตอบรับอัตโนมัติกันจนชิน ส่วนมากก็คงจะแนะนำให้เรากดเลขหมายเพื่อเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานย่อยภายในต่าง ๆ หรือมีให้ฝากข้อความ

          หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ต้องมีตำแหน่งโอเปอเรเตอร์ไว้คอยตอบคำถาม แก้ปัญหา ให้บริการ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะพอกับความต้องการ แต่ตอนนี้หลายองค์กรณ์นำระบบ AI มาช่วย ซึ่งมีลักษณะเป็นเสียงตอบรับที่โต้ตอบกับเราได้เหมือนมนุษย์

          โดยผู้ใช้สามารถบอกชื่อของคนที่ต้องการจะคุย หรือบอกปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องการรับทราบในรูปแบบที่พูดในชีวิตประจำวัน ระบบ AI ดังกล่าวจะประมวลผลว่าจะสามารถช่วยหรือแนะนำอะไรได้และตอบกลับออกมาผ่านโทรศัพท์ซึ่งช่วยย่นเวลาการรอสายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคลอีกด้วย

          และนี่คือบางส่วนของเทคโนโลยี AI ที่อยู่รอบ ๆ ตัวและเราได้พบเจอและนำมาใช้ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าทุกอย่างช่วยทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราไม่ควรพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป เพียงแค่ใช้เป็นส่วนประกอบอย่างสร้างสรรค์ก็พอแล้ว

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลก จากวันนั้นสู่วันนี้ที่ดีกว่า

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจบันเทคโนโลยีได้พัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างกว้างไกล พร้อมทั้งรวดเร็วมากขึ้น เราลองมาดูกันดีกว่าว่าใน 20 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

อย่างแรกจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกเสียจาก โทรศัพท์มือถือหรือที่ตอนนี้เราเรียกกันว่าสมาร์ทโฟน ถ้าเป็นคนรุ่นก่อนๆ คงจะจำมือถือขนาดใหญ่เท่ากระติกกันน้ำร้อนกันได้ไหม เดินถือ เดินสะพายกันทั่วเมือง ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเครื่องเล็กลงๆ จนปัจจุบันมีขนาดพอดีมือ รวมถึงพัฒนาความชัดเจนของหน้าจอ จากขาว๘ดำสู่สีสัน และความคมชัดในทุกๆ รายละเอียดบนหน้าจอ มือถือเล็กลงแต่หน้าจอกลับใหญ่ขึ้น มองได้เต็มตามากขึ้น  แถมปัจจุบันยังมีในเรื่องของการเชื่อมต่อกับระบบที่ทำให้เราทุกคนเหมือนอยู่ใกล้กันตลอดเวลา พร้อมทั้งฟังก์ชั่น แอพพลิเคชั่น สังคนออนไลน์ จนกระทั่งธุรกรรมการเงินบนมือถือก็เป็นเรื่องง่ายๆ จึงเป็นที่มาของคำว่าสาร์มโฟนเพราะมันทำได้หลายอย่างเหลือเกิน

ต่อมาเป็นทีวีหรือโทรทัศน์นั้นเอง แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดสุดๆ คือจากหน้าจอสีขาวดำ ไปสู่หน้าจอสี ต่อมาความใหญ่และอวบอ้วนของโทรทัศน์ก็ลดลงจนเหลือแค่เพียงเรียว บาง จอแบน แต่เพิ่มเติมมาด้วยความชัดและรายละเอียดอย่างหน้าจอ LED, HD ,Full HD, 4K จนในปัจจุบันได้เดินทางมา 8K แล้ว รวไปถึงนวัตกรรมอย่าง Smart Tv ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและสั่งงานได้ด้วยเสียง รวมไปถึงระบบ 3D และฟังก์ชั่นต่างๆ อีกมากมาย ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

การบันทึกข้อมูลด้วยสื่อต่างๆ อาทิ ภาพยนตร์หรือเพลง ในอดีตจะบันทึกลงม้วนเทป แต่เมื่อได้ถูกพัฒนาเข้าสู่ยุคดิจิตอลเปลี่ยนเป็นแผ่น Optical Disc (CD/DVD/Blu-ray) จนล่าสุดก็มีการดูหนังฟังเพลงแบบออนไลน์กันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค แต่กับร้านค้าอย่างร้านเช่าวิดีโอ ร้านขายแผ่นเพลง ร้านขายแผ่นหนังก็เกิดผลเสียจากการพัฒนานี้ไปตามๆ กัน เพราะผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องง้อแผ่นบันทึกอีกต่อไปแล้ว

นอกจากที่บันทึกของมูลด้านสือแล้ว ยังมีที่บันทึกหรือที่เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์อีก ในอดีตเราจะเห็นได้เลยว่าฮาร์ดิสก์หรือที่เก็บข้อมูลในยุคแรกๆ มีขนาดใหญ่มากและราคาแพงตามขนาด แต่กลับมีความจุที่น้อยนิดเหลือเกิน ใส่ไปเท่าไหร่ก็เต็ม รวมทั้งแผ่น Floppy Disk สุดคลาสสิกที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายนั้นมีความจุเพียงแค่ 1.44MB เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันนั้นได้พัฒนาความจุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากได้เป็น 10-100 GB ในขณะที่ขนาดเล็กลง และพัฒนาจนสามารถบันทึกข้อมูลไว้ในระบบ อาทิ Cloud , กู้เกิ้ล ไดรฟ์ และอีกมากมายที่สามารถเก็บไฟล์ข้อมูลได้อย่างมหาศาล และนำเอาข้อมูลมาใช้ได้ทันที เพียงอาศัยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเท่านั้น สะดวกสบายกว่าที่เคย

เครื่องเล่นเกม ในอดีตสมัยเด็กๆ คนที่ชอบเล่นเกมน่าจะคุ้นเคยกับเกมบอยหรือเกมตลับ บวกด้วยจอยเกมก็มีปุ่มให้กดไม่เท่าไหร่ เหมือนว่าไม่สามารถเล่นท่าอะไรได้เยอะมาก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จากที่เป็นตลับก็เปลี่ยนมาใช้แผ่น Optical Disc จอยก็เริ่มพัฒนาให้มีก้านอนาล็อก มีปุ่มเพิ่มขึ้นให้กดบังคับ พร้อมกับความคมชัดของกราฟฟิคที่ถูกพัฒนาให้มีรายละเอียดมากขึ้น สีสันสดสวย งดงาม สมจริงเหมือนกับสัมผัสได้ พอพูดถึงคำว่าสมจริงและสัมผัสได้ ก็อดจะพูดถึงการพัฒนาเกมไปสู่เทคโนโลยีอย่าง VR อันนี้ต้องยอมรับเลยว่าเหมือนเราเข้าไปอยู่ในเกมจริงๆ สมจริงราวกับเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ถ้าใครได้ลองเล่นเกมสยองๆ ล่ะก็รับประกันความน่ากลัวจนต้องกรี๊ดแน่นอน

และอย่างสุดท้ายที่จะไม่พูดไม่ได้เลยคือ กล้องถ่ายรูป เมื่อก่อนเราคงคุ้นเคยกับการถ่ายรูปแล้วเอาไปอัดหรือล้างตามร้านถ่ายรูป แต่เมื่อโลกได้เดินทางเข้าสู่ยุคดิจิตอล ปัญหาอย่างถ่ายรูปแล้วไม่เห็นภาพก็หมดไป เพราะเราสามารถดูภาพก่อนจะอัดหรือล้างได้ เพียงแค่ถ่ายและเช็คภาพก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีของกล้องถ่ายรูป อย่างเซนเซอร์ที่รวดเร็ว ภาพที่คมชัดมากขึ้นและฟิตเตอร์สำหรับกล้องถ่ายรูปโดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เรารู้สึกสนุกขึ้นกับการใช้กล้องถ่ายรูป เพราะเราสามารถปรับและตกแต่งภาพได้ในทันที อีกทั้ง ในปัจจุบันกล้องบางรุ่นยังได้มีการเชื่อต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อให้เราสามารถอัพเดตรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ได้ในทันที

ทั้งนี้ ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาก็เป็นเพียงเทคโนโลยีคร่าวๆ เท่านั้น ยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่ได้รับการพัฒนาจนต้องหามาทดลองใช้อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาข้อมือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นคอยอัพเดตเทรนตลอดเวลา เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกข่าวใดๆ